คิดอะไรออก ก็มาบอกให้ฟัง ตอนที่ 2
โดย : ....คุณตา

" ในช่วงเวลายุคเริ่มต้น ใครที่เต้นแทงโก้ได้ ก็ดูจะโก้สมชื่อทีเดียว"

" นักลีลาศและผู้ที่มางานเต้นรำ จะเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานทำการเป็นหลักเป็นฐานแล้ว

นักลีลาศเด็กๆอย่างสมัยนี้ยังไม่มี เพราะผู้ใหญ่ไม่ยอมให้หัด กลัวใจแตก"

ลีลาศในอดีต

เมื่อการเต้นรำแบบลีลาศเข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ ด้วยการเผยแพร่ของนักเรียนนอก จากประเทศอังกฤษนั้น การเต้นรำลีลาศจะหมายถึงการเต้นรำแบบบอลรูม ซึ่งมีจังหวะ วอลทซ์ ควิกสเต็บ สโลว์ฟอกซ์ทรอท เท่านั้น สำหรับแทงโก้ ดูเหมือนจะเป็นจังหวะที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าอังกฤษรับมาจากอเมริกัน ดังนั้นในช่วงเวลายุคเริ่มต้น ใครที่เต้นแทงโก้ได้ ก็ดูจะโก้สมชื่อทีเดียว งานลีลาศมักจัดกันในหมู่สังคมชั้นสูง เช่นงานราตรีสโมสรในรั้วในวัง ได้แก่วังพญาไท ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรมแพทย์ทหารบก และงานตามบ้านผู้ดีมีอันจะกิน ส่วนผู้ดีตกยากก็คงไม่มีปัญญาจัดงานเต้นรำลีลาศเป็นแน่ ครั้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาจนก่อนจะเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา คือราวปีพ.ศ.๒๔๘๔ การเต้นรำก็เริ่มแพร่ขยายออกมานอกรั้วนอกวัง ความนิยมจัดงานเต้นรำมีมากขึ้น เช่นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ งานกาชาด งานของสมาคมและสโมสรต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ก็เริ่มมีสถานลีลาศต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะผุดขึ้น ให้นักลีลาศได้ประลองฝีเท้า เช่นภัตตาคารห้อยเทียนเหลา หรือหยาดฟ้าภัตตาคารแถวเยาวราช ซึ่งจะมีดนตรีบรรเลง มีฟลอร์ลีลาศ สถานบันเทิงยามค่ำคืนประเภท “เบียร์ฮอลล์” ก็กำเนิดขึ้นในยุคนี้ การลีลาศยุคนั้นยังถือเอาการเต้นบอลรูมเป็นมาตรฐาน ส่วนแบบละตินอเมริกันจัดเป็นการเต้นประกอบ เอาไว้สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศ นักลีลาศและผู้ที่มางานเต้นรำ จะเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานทำการเป็นหลักเป็นฐานแล้ว นักลีลาศเด็กๆอย่างสมัยนี้ยังไม่มี เพราะผู้ใหญ่ไม่ยอมให้หัด กลัวใจแตก

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นบุก ผ่านเข้าประเทศไทยและเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา ระหว่างนั้นยังมีเหตุการณ์ต่างๆที่ทำให้วงการลีลาศต้องซบเซาลง เช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั่วพระนคร เมื่อปี ๒๔๘๕ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เครื่องบินพันธมิตรเข้าโจมตีทิ้งระเบิดในระหว่างสงคราม จึงต้องมีการพลางไฟทั่วพระนคร คงนึกภาพออกว่าไม่มีใครมีกะจิตกะใจจัดงานเต้นรำเป็นแน่ แต่ก็ยังดีที่ยังมีงานหย่อนใจแบบชาวบ้านคือรำโทน หรือรำวง ซึ่งเขาใช้อุปกรณ์แค่ตะเกียงดวงเดียว ดนตรีก็แค่ฉิ่ง ฉาบ กับนักร้องที่ร้องรำโทนพื้นบ้านเป็น ไม่ต้องมีวงแบนด์ ร้องเล่นเต้นรำกันบนลานบ้านกว้างๆหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ต้องมีไฟมีฟลอร์กันละ เต้นกันได้ยันรุ่งทีเดียว ถ้าเครื่องบินทิ้งระเบิดมา ก็ดับตะเกียง โกยอ้าวแยกย้ายกันไป....ตัวใครตัวมัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเวลาผู้ใหญ่เล่าเรื่องสงครามให้เด็กฟัง มักเล่าแต่เรื่องเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ เป็นความสนุก ขบขันปนน่ารัก ไม่เห็นเคยพูดเรื่องเลือดตกยางออก หรือเรื่องที่เป็นความขัดแย้งเลย ทั้งที่เป็นภาวะสงคราม นี่คงเป็นเพราะวัฒนธรรมที่อยู่ในสายเลือดให้เรารู้จักให้อภัย และปล่อยวางกับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น และผ่านไปแล้ว

หลังสงครามยุติลง เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ กำลังทหารพันธมิตร ได้แก่อังกฤษ อเมริกา และชาติอื่นๆ ก็ได้เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเมืองไทย บาร์และไนต์คลับก็เริ่มเปิดกิจการขึ้นหลายแห่ง มีวงดนตรีสากล ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญของการเต้นรำลีลาศ ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานี้หลายวง วงดนตรีที่ได้รับความนิยม มักเป็นวงของทางราชการ อาทิเช่น วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็คือวงสนทราภรณ์ วงดนตรีกองทัพบก ชื่อดุริยโยธิน และวงดนตรีของธนาคารออมสิน และโรงงานยาสูบ เป็นต้น วงดนตรีของเอกชน เท่าที่นึกได้ ก็มีวงประสานมิตร ซึ่งเป็นวงที่ได้ชื่อว่ามีนักดนตรีมีฝีมือ เล่นเป็นงานประจำและมีเงินเดือนแพงกว่าวงอื่นๆ ส่วนสถานที่ลีลาศ ก็จัดกันที่เวทีลีลาศสวนอัมพร เวทีลีลาศสวนลุมพินี และสถานตากอากาศบางปูซึ่งเป็นของสวัสดิการกองทัพบก เมื่อมีผู้นิยมการลีลาศ โรงเรียนสอนลีลาศจึงเกิดขึ้นหลายแห่ง ครูผู้สอนมักเป็นนักเต้นรำอาวุโสที่มีความสามารถ และรักในศิลปะการลีลาศ มาตั้งแต่ครั้งก่อนเกิดสงคราม

เมื่อสิ่งต่างๆเอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายหลังสภาวะสงคราม วงดนตรี ฟลอร์ลีลาศ โรงเรียน และครูผู้สอน วงการลีลาศจึงมิได้ถูกจำกัดให้อยู่แต่เพียงในวงสังคมชั้นสูงอีกต่อไป และที่สุดก็มีการรวมตัวของบุคคลที่มีความสามารถในวงการ ตั้งสมาคมลีลาศขึ้น มีการจัดการแข่งขันซึ่งสมัยนั้นคงเรียกว่าเป็นการประกวดมากกว่า เป็นการประกวดลีลาศชิงแชมป์ประเทศไทยประจำปี ซึ่งในระยะแรกถือเอาการเต้นรำแบบบอลรูมเป็นหลัก ผู้เข้าแข่งขันต้องเต้นในจังหวะมาตรฐาน ๔ จังหวะคือ วอลทซ์ ควิกสเต็บ สโลว์ฟอกซ์ทรอท และแทงโก้ ใครได้คะแนนสูงสุดของจังหวะไหน ก็ได้เป็นแชมป์ของจังหวะนั้น แล้วรวมคะแนนของทุกจังหวะ อีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด ก็ได้รับตำแหน่งผู้ชนะเลิศการประกวดลีลาศประจำปีไปครอง ต่อมาเมื่อมีความนิยมลีลาศในจังหวะละตินอเมริกัน ได้แก่ รุมบ้า ชาช่า แซมบ้า ร็อกหรือไจวฟ์ ก็ยังรวมไว้ในการแข่งขันแบบบอลรูมต่อไป มิได้แยกประเภทการแข่งขันเป็นสองประเภทคือ บอลรูมและละติน เช่นปัจจุบันนี้

นับว่าวงการลีลาศบ้านเรามีพัฒนาการไป พร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงเวลาวิกฤตของบ้านเมือง คงบอกได้ยากว่าพัฒนาการที่ผ่านมานี้ เร็ว หรือช้า

ถึงวันนี้สิ่งสำคัญที่จะจรรโลงวงการให้เด็กรุ่นหลังได้ก้าวเดินตามทัดเทียมประเทศอื่น คือความรักในศิลปะการลีลาศอย่างแท้จริง และบริสุทธิ์ ของคนในวงการ รวมทั้งความสามัคคีและความมีไมตรีช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ลีลาศไทย และนักกีฬาลีลาศ ซึ่งเป็นลูกหลานตัวน้อยๆน่ารักของเรา ได้ก้าวไกลสู่สากลอย่างสง่างาม สู้เขาได้และมีความสุขกับการลีลาศตลอดไป.



ที่มา : คุณอุบล จรูญเรืองฤทธิ์